สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับคนหน้างาน
สิ่งแรกที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัวเลข แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายซ่อมบำรุง ก่อนเริ่ม TPM ทั้งสองฝ่ายมักอยู่ในความสัมพันธ์แบบผู้แจ้งกับผู้รับแจ้ง ฝ่ายผลิตแจ้งว่าเครื่องเสีย ฝ่ายซ่อมบำรุงมาซ่อม แล้วต่างคนต่างกลับไปทำงานของตัวเอง เมื่อผู้ใช้เครื่องเริ่มดูแลสภาพพื้นฐานเอง บทสนทนาจะเปลี่ยนไปเป็นการคุยกันเรื่องอาการที่สังเกตได้ก่อนที่เครื่องจะเสีย
จากนั้นจึงตามมาด้วยความภูมิใจในเครื่องจักรที่ตนดูแล การทำงานอย่างมืออาชีพ ทักษะการทำงานเป็นทีม และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้นเพราะความผิดปกติถูกพบเร็วขึ้น การอบรมที่มากขึ้นก็ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็น เพราะจะให้ผู้ใช้เครื่องตรวจสอบเครื่องจักรได้ ต้องสอนให้เขารู้ก่อนว่าอะไรคือสภาพปกติ
สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับงานบำรุงรักษา
ฝ่ายซ่อมบำรุงที่ทำงานเชิงรับตลอดเวลา จะใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการซ่อมสิ่งที่พังไปแล้ว เมื่อผู้ใช้เครื่องรับงานทำความสะอาด หล่อลื่น และตรวจสอบเบื้องต้นไป เวลาที่คืนกลับมาคือเวลาที่ใช้ปรับปรุงได้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เรื่องกลไกของเครื่องจักรอย่างลึก และเป็นงานที่ทำให้ช่างเก่งขึ้นจริง
ผลที่ตามมาคือฝ่ายซ่อมบำรุงเปลี่ยนสถานะจากหน่วยงานที่ถูกเรียกเมื่อมีปัญหา มาเป็นหุ้นส่วนในความสำเร็จของการผลิต และมีส่วนในการสร้างมูลค่าให้บริษัทมากขึ้น การยอมรับที่ได้จากตรงนี้มีผลต่อขวัญกำลังใจมากกว่าที่หลายโรงงานประเมินไว้
สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับองค์กร
ในระดับองค์กร ผลที่วัดได้คือประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานและมูลค่าอะไหล่คงคลังที่ลดลง อายุการใช้งานของเครื่องจักรที่ยาวขึ้น และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งข้อสุดท้ายมักเป็นผลตอบแทนที่ใหญ่ที่สุดและถูกมองข้ามบ่อยที่สุด
นอกจากนี้ TPM ยังเป็นฐานรากให้กับระบบอื่นที่โรงงานอาจทำต่อ ไม่ว่าจะเป็น World Class Manufacturing, TQM, การผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ Lean Production เพราะทุกระบบเหล่านั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน คือเครื่องจักรต้องเดินได้ตามที่คาดหมาย โรงงานที่ข้ามขั้นนี้ไปทำระบบอื่นก่อน มักต้องย้อนกลับมาทำ TPM ในภายหลังอยู่ดี